เลือกถังดับเพลิงอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ ?
ในสถานการณ์อัคคีภัย “เวลา” คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุด เพราะเพียงแค่ไม่กี่วินาที ไฟเล็กๆ อาจลุกลามจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ยากจะควบคุมได้ ความแตกต่างระหว่าง “ความสูญเสียมหาศาล” กับ “การระงับเหตุได้ทันท่วงที” จึงมักถูกตัดสินกันที่เสี้ยววินาทีนั้นเอง แต่การมีถังดับเพลิงติดไว้อาจยังไม่พอ... เพราะหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในทุกองค์กรคือการมีอุปกรณ์ที่ “ถูกต้อง” และ “พร้อมใช้งาน” เสมอ
1. รู้จักประเภทของไฟ (Classes of Fire)
ก่อนเลือกถังดับเพลิง เราต้องรู้ก่อนว่าความเสี่ยงในพื้นที่ของคุณคือไฟประเภทไหน :
- Class A (Ordinary Combustibles) : ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ไม้, กระดาษ, ผ้า, พลาสติก
- Class B (Flammable Liquids) : ไฟที่เกิดจากของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมัน, ก๊าซหุงต้ม, ทินเนอร์
- Class C (Electrical Equipment) : ไฟที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่
- Class D (Combustible Metals) : ไฟที่เกิดจากโลหะไวไฟ (มักพบในโรงงานอุตสาหกรรมเฉพาะทาง)
- Class K (Kitchen Fires) : ไฟที่เกิดจากน้ำมันทำอาหารหรือไขมันสัตว์ในห้องครัว

2. เลือกประเภทถังดับเพลิงให้ตรงจุด
2.1 ชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical)
-
- เหมาะสำหรับ ไฟประเภท Class A, B, C เช่น ไม้, กระดาษ, น้ำมัน และไฟฟ้าลัดวงจร
- จุดเด่น : ยอดนิยม ราคาประหยัด ดูแลรักษาง่าย
- ข้อควรระวัง : เมื่อใช้งานจะมีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย และทิ้งคราบสกปรก ซึ่งอาจทำความเสียหายให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้
2.2 ชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
-
- เหมาะสำหรับ ไฟประเภท B และ C (น้ำมันและอุปกรณ์ไฟฟ้า)
- จุดเด่น : ไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังใช้งาน จึงเหมาะกับห้องเก็บอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักร
2.3 ชนิดน้ำยาเหลวระเหย (Clean Agent)
<ul%3LS